จากสถานการณ์ภายนอกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้หลายคนกังวลว่าตัวเองจะติดเชื้อหรือไม่ ย่อมส่งผลทั้งความเครียดและความวิตกกังวลให้กับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ยังต้องเดินทางไปทำงานอยู่ หรือแม้แต่คนที่ทำงานที่บ้านก็เช่นกัน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้เราต้องช่วยกันรับมือดูแลสภาพจิตใจของตนเองและคนรอบข้าง เพราะสุขภาพใจก็เหมือนกับสุขภาพกาย ที่ต้องการการดูแลและใส่ใจอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อต่อสู้กับโรคร้าย 1) ดูแลรักษาสุขภาพกายและใจให้ปกติ - ใช้ชีวิตอย่างปกติ และมีคุณค่า พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่ถูกสุขอนามัยมีประโยชน์ต่อร่างกาย ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2) หากิจกรรมทำอย่าปล่อยให้ว่าง ​ - แม้หลายคนจะ Work From Home ก็ควรทำตัวเหมือนปกติ และเมื่อเสร็จจากการทำงาน ก็พยายามอย่าปล่อยให้ตัวเองว่าง ควรหาเวลาผ่อนคลายบ้าง เช่น ฝึกทำอาหาร ออกกำลังกาย ฟังเพลง วาดรูป อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบ เป็นต้น​ 3) ติดตามข่าวสารแต่พอดี - การรับรู้ข้อมูลมากเกินไป อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลได้ ดังนั้นควรติดตาม ข่าวสารแต่พอดี และเลือกเสพเฉพาะแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ อ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ เพื่อแยกแยะข้อเท็จจริงจากข่าวลือ ซึ่งข้อก็จริงช่วยลดความวิตกกังวลได้ 4) ปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อป้องกันตัวเองและคนที่คุณรัก -...

ช่วงกักตัวอยู่บ้าน นั่งกิน นอนกิน แบบนี้อ้วนกันพอดี หลายคนกินเพลินจนลืมตัว! อยากลดน้ำหนัก แค่กินอาหารคลีนเท่านั้นคงยังไม่พอ เพราะการมีหุ่นสวย กระชับทุกสัดส่วนนั้น ต้องอาศัยการออกกำลังกายร่วมด้วย ซึ่งการออกกำลังกายให้ถูกจุด จะช่วยสร้างร่างกายให้แข็งแรง ได้ทั้งหุ่นเพรียว แถมสุขภาพดีไปในตัว คราวนี้ก็สามารถใส่ชุดโปรดได้อย่างมั่นใจ หุ่นสวยที่เคยคิดไว้ อีกไม่นานจจะเป็นจริง ใช้เวลาไม่มาก ขอเวลาเพียงวันละ 1 ชั่วโมง จาก 24 ชั่วโมง มาออกกำลังกายกันเถอะทุกคน มีทั้งหมด 5 ท่าเริ่มได้ ท่าที่ 1) Plank - เริ่มต้นจากการนอนคว่ำ ข้อศอกยันกับพื้น ศอกทั้ง 2 ข้างห่างกันประมาณ 1 ชั่วงไหล่ ยกลำตัวเป็นเส้นตรงขนานกับพื้น เกร็งทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะหน้าท้อง สะโพก ต้นแขน และต้นขา หายใจปกติ ห้ามกลั้นหายใจ ทำค้างไว้นานที่สุดเท่าที่ทำได้...

ในสถานการณ์โควิดที่ยังมีการระบาด เกิดเป็นคลัสเตอร์ใหม่ขึ้นเกือบทุกวัน เมื่อทราบว่าตนเองไปพื้นที่เสี่ยง หรือพบปะผู้คนที่เสี่ยงจะติดเชื้อโควิด-19 ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ สังเกตอาการตนเอง และกักตัวเพื่อความปลอดภัย วันนี้เบนซ์มี แนวทางการปฏิบัติเมื่อต้องกักตัว 14 วัน ในที่พักอาศัย (หอพัก หรือคอนโดมิเนียม) มาฝากค่า 1 ซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย เพื่อวัดอุณหภูมิตนเองทุกวัน ซึ่งต้องไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส ทั้งนี้เพื่อเป็นเกณฑ์เบื้องต้น ในการประเมินร่างกายของตนเองว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ 2 แม้จะอาศัยอยู่ในที่พักอาศัย เมื่อจับสิ่งของ ควรหมั่นล้างมือด้วยนํ้า และสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ 3 เมื่อมีอาการไอ หรือจาม ควรปิดปากด้วยทิชชูทุกครั้ง และทิ้งทิชชูในถุงพลาสติก และทําความสะอาดมือทันที 4 หากสั่งอาหารจากแหล่งอื่น ให้กําหนดจุดรับอาหารโดยเฉพาะ แจ้งผู้ดูแลที่พักเพื่อมาส่งที่จุดรับอาหาร 5 แยกขยะที่ถูกสารคัดหลั่ง เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู โดยใส่ถุงขยะ 2 ชั้น ราดด้วยนํ้ายาฟอกขาว มัดปากถุงให้แน่น ก่อนนําไปทิ้ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อผู้อื่น...

7 สิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติ ของดีมีอยู่ใกล้ตัว นำมาใช้ให้ถูกวิธี เราอยู่ในยุคที่ต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้มาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ใครหลายคนที่อยากมีสุขภาพดีไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง เช่นผัก ผลไม้ใกล้ตัว ของดีที่หาได้ง่ายๆ ในบางบ้านอาจจะปลูกเอง หรือซื้อตามตลาด ห้างสรรพสินค้า ซึ่งผัก ผลไม้เหล่านี้เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ถึงเวลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกิน เพื่อดูแลสุขภาพในยุค New Normal อยู่รอดไปด้วยกันนะคะทุกท่าน 1) พริกหวาน วัตถุดิบที่ช่วยเพิ่มรสชาติความอร่อย แบบจัดจ้านให้กับอาหาร พริกหวาน พริกหลากสีสัน มีทั้ง สีเขียว แดง เหลือง ที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลาย รวมถึงมีสารแคปไซซิน ช่วยบำบัดอาการภูมิแพ้ ลดน้ำมูกได้ดี หายใจสะดวกขึ้น 2) ขิง สมุนไพรฤทธิ์ร้อนแรง เผ็ด วูบวาบ สามารถนำมาปรุงแต่งอาหาร ทานสดๆกับอาหาร หรือแม้กระทั่งต้มดื่มก็ได้ โดยการต้มนั้น ทุบขิงสดให้แตก จากนั้นนำไปต้มในน้ำให้เดือด แล้วผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อย จะช่วยขับเสมหะ ชุ่มคอได้ดีเยี่ยม 3) ผักกาดขาว นำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู...

เช้าๆ อย่าลืมตากแดดรับ #วิตามินดี กันนะคะ ความสำคัญของวิตามินดีมีมากกว่าที่คิด นอกจากวิตามินดีจะมีหน้าที่หลักในการช่วยดูดซึมแคลเซียม ช่วยให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันโรคกระดูกบาง (Osteopenia) และกระดูกพรุน (Osteoporosis) วิตามินดียังมีคุณสมบัติพิเศษอีกมากมายที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ นั่นคือ วิตามินดีมีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศ จึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการสำคัญต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ช่วยลดฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid Hormone) ป้องกันการสูญเสียแคลเซียมจากกระดูก เพิ่มการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือดและป้องกันโรคเบาหวาน จากผลงานวิจัยคนไทยส่วนใหญ่ขาดวิตามินดี มากกว่าวิตามินซีนะคะ เบื้องต้นวิธีเพิ่มวิตามินดีที่ดี คือตากแดด ช่วงเช้าให้ได้สัก 45 นาที เป็นประจำจะดีมากๆเลย โค้ชเบนซ์ ฟิตเวลเฮลตี้ ...

เนรมิตหุ่นสวยด้วยตัวคุณเอง ฟิตแอนด์เฟิร์ม กับ Booty Workout 4 ท่าออกกำลังกาย เน้นการบริหารช่วงล่าง ขา สะโพก และบั้นท้าย 1) ท่า Leg lunges หรือเรียกว่า ท่าบริหารโดยการย่อขา เริ่มจากการยืนหลังตรง ปลายเท้าเท้าแยกจากกันเล็กน้อย จากนั้นก้าวขาข้างหนึ่งออกไปด้านหน้า 2 ก้าว แล้วย่อเข่าลง ทำมุม 90 องศา ค้างไว้ 2 วินาที แล้วกลับท่าเดิม โดยทำทั้งสองข้าง ข้างละ 10-15 ครั้ง 3 เซ็ต 2) ท่า Squat เรียกได้ว่าเป็นท่าประจำที่ทุกคนออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของช่วงล่าง เริ่มจากกางขาทั้งสองข้างให้ระยะห่างเท่าช่วงไหล่ จากนั้นย่อเข่าลง ย่อลงไปให้ได้มุม 90 องศา โดยจะต้องไม่ให้หัวเข่าเลยปลายเท้า และยื่นแขนมาข้างหน้า เพื่อทรงตัว แล้วลุกขึ้น...

ความใฝ่ฝันของสาวๆ คือการมีเรียวขาสวยกระชับ แต่ไม่อยากไปฟิตเนส .. เราขอแนะนำ 5 ท่าลดขาแสนง่าย ทำอยู่ที่บ้านสบาย พร้อมเรียกความมั่นใจ เพื่อขาสวยที่คุณเนรมิตเองได้ เพียงออกกำลังกายเป็นประจำ ขาเรียวสวยอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ เริ่มกันเลยวันนี้ :)   >> ท่าที่ 1 Plie squats หรือเรียกว่า ท่าย่อยืด เริ่มต้นจากหุบแขนทั้งสอง แล้ววางแขนไว้บนหน้าขา ปลายเท้าชี้ออกไปด้านข้าง จากนั้นย่อตัวลงให้เข่าชี้ออก ขาตั้งฉากกัน 90 องศา แล้วยืดตัวขึ้น   >> ท่าที่ 2 Single-leg bridge หรือเรียกว่า ท่าบริดจ์ขาเดียว เริ่มต้นจากนอนหงาย ทิ้งน้ำหนักไปที่แผ่นหลัง แล้วงอเข่า วางเท้าราบกับพื้น ยกสะโพกให้ลอยจากพื้น จากนั้นเหยียดขาไปด้านหน้าหนึ่งข้าง ให้ขาลอยจากพื้น แล้วดันสะโพกไปยังด้านบนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วหยุดไว้ เพื่อลดสะโพกลงให้ก้นติดพื้น ทำแบบนี้ซ้ำๆ สลับกัน   >> ท่าที่...

อันตรายจากการทานเค็ม คุณทราบหรือไม่ว่า ความต้องการสูงสุดของโซเดียมที่ร่างกายได้รับและไม่ทำให้เกิดอันตราย คือ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน (1 ช้อนชา) เท่านั้นเอง ซึ่งคนไทยในปัจจุบันพบว่าเรากินเค็มมากเกิน  2,300 มิลลิกรัมต่อวัน (1 ช้อนชา) สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการไม่รู้ว่า ในอาหารมีปริมาณเกลือ หรือโซเดียมมากน้อยแค่ไหน วันนี้เบนซ์มาสรุปให้เพื่อนๆ ว่าหากเราทานเค็มเป็นประจำ จะทำให้เราเป็นโรคอะไรได้บ้างนะคะ 1. ยิ่งทานเค็มยิ่งอ้วน      อาหารรสเค็มจะทําให้ผู้ที่ติดรสชาตินี้เกิดความรู้สึกอยากอาหาร เมื่อติดรสเค็มแล้วหากไม่ได้กินเค็มก็จะรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อย ผู้ที่ติดรสเค็มเพียงแค่นึกถึงอาหารที่มีรสเค็มก็จะเกิดความรู้สึกหิว และอยากอาหารขึ้นมา จึงเป็นสาเหตุให้ผู้ชอบกินเค็ม จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนได้ง่าย แถมเมื่อเราทานเค็มเป็นประจำ จะทำให้เกิดของเสียสะสม ใต้เซลล์ผิวหนัง จะทำให้เราตัวบวม พุงบวม มีเซลลูไลท์และผิวเปลือกส้มอย่างเห็นได้ชัด 2. โรคความดันโลหิตสูง   โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะความดันเลือดภายในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติตลอดเวลา หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมา จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งการทารเค็มเป็นประจำ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง 3. โรคหัวใจและหลอดเลือด    การได้รับโซเดียมในปริมาณที่สูงเกินความต้องการ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มความดันโลหิตของโซเดียม อาจส่งผลให้หลอดเลือดและหัวใจนั้นทำงานหนักมากยิ่งขึ้น...

หลายคนอาจเป็นกังวลกับเนื้อปลิ้นของกางเกง ไม่ว่าจะใส่ชุดอะไรก็ขาดความมั่นใจ .. เกิดเป็นหญิงอย่าหยุดสวย เรามี 3 ท่าบริหารหน้าท้อง โฟกัส และเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องโดยเฉพาะ เพียงทำเป็นประจำกระชับฉับไว เห็นผลอย่างแน่นอน .. ปั้นหุ่นเพรียว อวดหน้าท้องแบบราบอย่างมั่นใจ   ท่าที่ 1 Elbow Plank ท่าสำคัญ ยอดฮิตที่ขาดไม่ได้ ซึ่งเป็นท่าที่ช่วยบริหารร่างกายได้ทั้งตัว หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มทั่วเรือนร่าง ทั้งกล้ามท้อง ต้นแขน และต้นขา : เริ่มต้นด้วยการนอนคว่ำหน้า ลำตัวตรง ตั้งข้อศอกขึ้นขนานกับพื้นพร้อมกับตั้งปลายเท้าเพื่อยกตัวขึ้น หลังและสะโพกต้องตรงได้ระนาบเดียวกัน เกร็งหน้าท้อง ค้างไว้ 10 วินาที เมื่อเริ่มคล่องตัวให้เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ   ท่าที่ 2 Leg Raise ท่านี้อาจเป็นท่าที่ยากสำหรับใครหลายคน แต่หากคุณทำได้จะช่วยลดหน้าท้อง และสลายไขมันส่วนล่างได้อย่างเห็นผลที่สุด ซึ่งเป็นส่วนที่ลดได้ยากมาก : เริ่มต้นด้วยการนอนราบกับพื้น ชันเข่าขึ้นทั้งสองข้าง แล้วก็ค่อยๆ ยกขาทั้งสองข้างขึ้นเหยียดตรง ปลายเท้าชี้ขึ้นทำมุม...

ทำงานให้มีความสุขในทุกๆวัน ไม่ยากอย่างที่คิด เริ่มต้นจาก mind set ของตัวเราเอง   สังคมทุกวันนี้อยู่กับการแข่งขัน เราใช้เวลาไปกับการทำงานที่หนักขึ้น และยาวนานขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงสำหรับความสุขในอนาคต แต่หลายคนเริ่มไม่มีความสุขกับการทำงานที่จำเจ และไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะเอาเวลาที่ใช้กับคนในครอบครัวไปทุ่มให้กับงาน   ในสภาพแวดล้อมที่ดี เราสามารถสร้างความสุขจากการทำงานได้ เพียงปรับไลฟ์สไตล์ชีวิตในการทำงาน จะรู้สึกว่าการทำงานให้อะไรมากกว่าการหาเงินเพื่อใช้ชีวิต   - วางเป้าหมายที่แน่นอน ไม่ต้องเอาคนอื่นเป็นที่ตั้ง แค่ตามที่ใจเราต้องการ - แบ่งเวลาพักผ่อนไปเที่ยว หรืออยู่กับบ้านดูแลตัวเองด้วย - หาความรู้เพิ่มเติม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ - ตัดอะไรที่ไม่สำคัญ และไม่มีผลกับเป้าหมายทิ้งไปบ้าง - พักบ้าง ผ่อนคลายบ้าง ไม่ต้องเร่งทำอะไรตลอดเวลา แต่ถ้ายังไม่มีความสุขก็ลองหยุดดูสักพัก - ลองทำอะไรแปลกใหม่ เพื่อจะได้ก้าวออกมาจากโลกที่เราเคยอยู่ - สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีจะช่วยให้เรามีความสุข - จัดการกับความเครียดได้ ด้วยความคิดของตัวเองได้ด้วยการคิดบวก   เพียงเท่านี้ ก็จะเป็นอิสระจากความเครียด พบเจอความสุขในการทำงานที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ...